กลับมาเขียนรีพอร์ท on tour ที่ญี่ปุ่นแล้วจ้า ก็คิดว่าจะแบ่งเป็นตอนๆ ตามประสาขาเมาท์เล่าน้ำท่วมทุ่ง (=3=) นี่ก็นั่งเลือกรูป + พิมพ์ลงใน word ไว้ก่อน (ไฟดับไป 3 รอบ เฮี้ยนจริงๆ กร๊าก~) ...เอาล่ะ ไม่พูดมากแล้วเดี๋ยวจะยาว มาดูกันเลยดีกว่ากับทริปแรกของทัวร์นี้ ลุยปราสาทกระสาขาวที่ฮิเมจิ และนานกิงมาฉิที่โกเบค่า~

:: 01 ::

"Himeji-jo @Himeji / Nankin-machi @Kobe"

 

ปราสาทฮิเมจิ เป็นแพลนแรกๆ ที่คุณยักษ์วางไว้ว่าจะพายายดาไปเที่ยวตั้งแต่ก่อนจะได้วีซ่าเสียอีก (หัวเราะ) แน่นอนว่าเป็นครั้งแรกที่ไปเยือนของยายดา แต่เพิ่งรู้ว่าเป็นครั้งแรกของคุณยักษ์ด้วยเหมือนกัน (พี่อยู่โอซากามา 10 กว่าปีทำไมไม่เคยไปฮิเมจิฟะ ?) แต่ไม่เป็นไร~ ดีมาก~ วันนี้เราสองคนจะได้ไปสอยซิงฮิเมจิพร้อมกัน โฮะ ๆ ๆ~

ตามข้อมูลที่ได้จากหนังสือนำเที่ยว ปราสาทฮิเมจิ (姫路城 ,Himeji-jo) เป็น 1 ใน 3 ปราสาทที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นและมรดกโลก ตั้งอยู่ในเมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโกะ ชาวญี่ปุ่นนิยมเรียกในชื่อว่า "ปราสาทนกกระสาขาว" ด้วยพื้นผิวของตัวปราสาทที่เมื่อพ้นจากฐานหินที่โค้งสูงขึ้นไปแล้วมีสีขาวสว่าง ยิ่งในช่วงฤดูร้อน ท้องฟ้าสีเข้มยิ่งขับเน้นให้เห็นสีขาวโดดเด่นยิ่งขึ้น  อีกทั้งมียอดหลังคาทรงจั่วที่ลาดโค้งอ่อนช้อยลดหลั่นเป็นชั้นๆ ยังแลดูเหมือนปีกนกที่กางออกอีกด้วย

เริ่มต้นติ๊งหน่องทัวร์วันนี้ที่สถานี Tennouji นั่ง JR loop train ไปลงสถานี Osaka แล้วต่อรถด่วนพิเศษ Special rapid service train ไปยังสถานี Himeji ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึง บริเวณสถานีมีป้ายบอกทางชัดเจน แถมด้วยแผ่นพับเอกสารต่างๆ ถูกเตรียมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างครบครัน แลดูเป็นมืออาชีพมากมาย ผิดกับอิมเมจที่ยายดาคิดไว้สุดๆ f(^^;) (เข้าใจเอาเองมาตลอดว่าเป็นเมืองเล็กๆ เพราะหนังสือนำเที่ยวจะเขียนถึงเมืองนี้น้อยมั่กม๊ากกก) 

สาเหตุหนึ่งคงเพราะปราสาทฮิเมจิเป็นปราสาทที่มีปริมาณนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเยือนต่อปีสูงที่สุดในญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่จึงต้องเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอสินะ อืม... (=w=)

ด้านหน้าสถานีมี Tourist information center ขนาดใหญ่ที่ทันสมัยและมีทุกสิ่งให้เลือกสรร สามารถหาแผนที่และเอกสารแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวภาษาอังกฤษได้ที่นี่ จะค้นจากคอมพิวเตอร์ สอบถามเจ้าหน้าที่ หรือเลือกดูแผ่นพับเองก็แล้วแต่ถนัด มีแผ่นพับแนะนำของกิน ของฝาก และร้านอาหารด้วยนะ และที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ที่นี่พูดภาษาอังกฤษได้ดี สบายใจหายห่วงสำหรับผู้ที่มาคนเดียวค่ะ (^^)

การเดินทางเที่ยวชมปราสาทและสถานที่ต่างๆ ของเมืองฮิเมจิมีให้เลือก 2 วิธีคือจะเดินชมวิวชิลล์ๆ เดินไปชิมไป (เพราะร้านขายของเยอะ) หรืออาจใช้บริการ Himeji Castle Loop Bus ซึ่งเป็นรถบัสแบบโบราณสีแดงอย่างที่เห็นในรูปนี้ก็ได้ค่ะ

ค่าตั๋วสำหรับผู้ใหญ่ 100 เยน เด็ก 50 เยน หรือซื้อตั๋ววันขึ้นได้ไม่จำกัดครั้ง ผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก 150 เยน ผู้ที่ซื้อตั๋ววันสามารถเอาตั๋วนี้ไปใช้ลดค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ ในเส้นทางได้อีก 20%  (^w^) แต่รถนี้มีให้บริการเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้นนะจุ๊

เอาแผนที่เส้นทางเดินรถมาสแกนให้ดูเผื่อใครสนใจ ( ‘ w ‘ )

ตอนที่ออกจาก Tourist center พอดีกับ Loop bus มาถึงเลยไม่ทันเสียเวลาคิด ขึ้นรถเพื่อมุ่งตรงไปปราสาทเลยดีกว่า วันนี้ยังอีกยาวไกลนัก ไม่ต้องรีบร้อนเดิน เดี๋ยวได้เดินทั้งวันยันค่ำสมใจแน่ เหอ ๆ ๆ (=w=) - - ใช้เวลาไม่นานประมาณ 1 แมวหาว เราก็มาถึงหน้าทางเข้าปราสาทฮิเมจิแล้วค่ะ

สะพานไม้ยาวที่ทอดตัวพาเราไปสู่ประตูใหญ่นี้มีชื่อว่าสะพานซากุระมง (Sakuramon) เป็นสะพานที่สร้างขึ้นใหม่เลียนแบบสมัยเอโดะ เมื่อข้ามสะพานนี้ไปจะพบกับประตูใหญ่โอะเทะมง (Otemon) ที่นำเราเข้าสู่ลานกว้างหน้าปราสาท

เนื่องจากยังอยู่ในช่วงโกลเด้นวีคประกอบกับเป็นวันเด็ก เราจึงมีโอกาสได้เห็นคนญี่ปุ่นพาครอบครัวออกมาเที่ยวกันอย่างหนาแน่น วันนี้ฟ้าโปร่ง แดดจ้า แต่อากาศไม่ร้อน เดินเข้าไปเรื่อยๆ ผ่านสำนักงานผู้ดูแลและสวนซึ่งมีดอกซึซึจิบานสะพรั่ง ในที่สุดก็ถึงที่จำหน่ายตั๋วเสียที (^^) ที่นี่เราสามารถซื้อตั๋วได้จากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติค่ะ ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 600 เยน เด็ก 200 เยน

เข้ามาได้แล้วก็เห็นปราสาทฮิเมจิอวดโฉมอยู่บนยอดเนินลิบๆ เลยต้องขอถ่ายรูปไว้ซะหน่อย (>w<) - - ปราสาทฮิเมจิเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของปราสาทญี่ปุ่นค่ะ มีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม พร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน ทั้งฐานหินสูง กำแพงแน่นหนา และอาคารต่างๆในบริเวณปราสาทล้วนแล้วแต่มั่นคงแข็งแรงทั้งสิ้น

นอกจากนี้รอบๆปราสาทยังมีเครื่องป้องกันอีกมากมาย เช่น ช่องใส่ปืนใหญ่ รูสำหรับโยนหินออกนอกปราสาท ทางสำหรับราดน้ำร้อนน้ำเดือด เทของสกปรกใส่ข้าศึก ฯลฯ แลดูพิษสงรอบตัวจนอยากจะเพิ่มฉายา "กระสาขาวสวยประหาร" แถมเข้าไปอีกชื่อหนึ่งเลยทีเดียว :-P  ทว่าเป็นที่น่าเสียดายที่ระบบเหล่านี้ไม่เคยได้ใช้งาน เนื่องจากไม่มีศัตรูมาโจมตีปราสาทแห่งนี้เลยค่ะ (^^;)

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของปราสาทนี้คือ ทางเดินสู่อาคารหลักที่สลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ทั้งประตูและกำแพงต่างๆในปราสาทได้รับการออกแบบมาอย่างดีเพื่อป้องกันศัตรูไม่ให้บุกรุกเข้าถึงโดยง่าย โดยทางเดินมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบๆอาคารหลัก และระหว่างทางก็จะพบทางตันอีกมากมาย ระหว่างที่ศัตรูกำลังหลงทางอยู่นี้ก็จะถูกโจมตีจากข้างบนอาคารหลักได้โดยสะดวก และนี่จึงเป็นสาเหตุให้ปราสาทฮิเมจิมีอีกชื่อว่า "ปราสาทเขาวงกต" ด้วยค่ะ (^^)

อันนี้เป็นแผนผังทางเดิน จะเห็นเป็นเส้นสีแดงอยู่ในแผนที่ ควรวางแผนให้ดีเพราะปราสาทนี้กว้างมากกกก เดินประมาทอาจขาเดี้ยงได้นะตัว =q=)

หลังจากสำรวจแผนผังในมือเทียบกับบนกระดาน คุณยักษ์ประมาณการว่าเราจะใช้เวลาทั้งหมดในนี้ราวๆ 3 ชั่วโมง โอ้ว... =q=)  และตัดสินใจว่าควรจะเริ่มเดินจากทางฝั่งตะวันตกวนรอบออกไปทางประตูตะวันออก เอ้า~ ว่าไงว่ากัน เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด :-P  เราจึงเริ่มต้นด้วยการไต่ขึ้นไปบน "Kesho-Yagura" หรือหอแต่งองค์ (Vanity Tower) ที่สร้างทอดยาวอยู่บนกำแพงฝั่งตะวันตกกันก่อนเลย

หอแต่งองค์นี้เป็นที่ประทับของเจ้าหญิงเซน (Sen-hime) หลานสาวคนโตของโทกุกาวะ อิเอะยาสุ ซึ่งแต่งงานเข้ามาเป็นภรรยาของฮอนดะ ทาดาโทกิ บุตรชายของฮอนดะ ทาดามาสะ ผู้ครองปราสาทฮิเมจิ สินสอดที่นางได้รับมีจำนวนมาก ประกอบกับตัวปราสาทใหญ่นั้นเป็นที่พักของนักรบ ไม่มีที่เหมาะสมสำหรับสตรีอยู่อาศัย นางจึงนำสินสอดมาสร้างเรือนไม้และหอแต่งองค์นี้เพื่อเป็นที่พักของตนเองกับข้ารับใช้ - - ตอนแรกยายดาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ให้ผู้หญิงมาอยู่บนที่แคบๆ สูงๆ เหมือนคุกอย่างบนกำแพงตะวันตกนี้ แต่หลังจากที่ได้เข้าไปดูในปราสาทก็รู้สึกว่า นี่คงเป็นที่เดียวที่ผู้หญิงจะอยู่ได้จริงๆ นั่นแหละ (^^;)

ทิวทัศน์ที่มองเห็นจากหน้าต่างหอแต่งองค์

หุ่นจำลองเจ้าหญิงเซนและนางกำนัล

ตำนานเจ้าหญิงเซนกับหอแต่งองค์นี้มีมากมาย บ้างก็ว่า (aka. อ่านจากป้ายอธิบายที่แปะไว้ =w=) เป็นที่สำหรับสวดมนตร์บูชาเทพของเจ้าหญิง หรือเป็นที่พักอันแสนสุขของเจ้าหญิงและพระสวามี

แต่อย่างไรก็ดี... บันไดชันมาก และหอสูงมากค่ะคุณ

สงสัยจริงว่าสมัยนั้นใส่กิโมโนไต่กันลงมายังไง (^^;) ขนาดยายดาใส่ยีนส์ยังต้องค่อยๆ งึบๆ ลงมาเลยนะนั่น

จากหอแต่งองค์ เราก็เดินเลียบกำแพงปราสาทชั้นในไปเรื่อยๆ ความโดดเด่นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของปราสาทฮิเมจิคือโครงสร้างของฐานรากค่ะ (^^) จะเห็นการก่อและตัดหินเป็นรูปโค้งเหมือนพัดคลี่ (Fan curve) ต่างจากปราสาทอื่นๆ ทั่วไป ซึ่งการก่อหินแบบนี้ทำให้เกิดความแข็งแกร่ง สามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้ดี ช่วยให้ก่อฐานรากได้สูงขึ้น ทั้งยังทำให้ศัตรูปีนป่ายขึ้นไปได้ยากอีกด้วย

การก่อสร้างกำแพงและฐานของปราสาทนี้จำเป็นต้องใช้หินจำนวนมาก และแน่นอนว่าในบางช่วงของการก่อสร้างย่อมมีวัสดุขาดแคลน บางจุดของกำแพงเราจึงได้เห็นหินโม่แป้งรูปวงกลม หินฐานพระรูปหกเหลี่ยม หรือแม้แต่โลงศพหินที่ถูกทุบเอามาประกอบเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงอยู่เนืองๆ (^^;)

เดินไปเรื่อยๆ จนถึงลานกว้างก่อนเข้าสู่เขตปราสาทใหญ่ (ยังคงไม่ถึงตัวปราสาทค่ะเท๊อ~ จะกว้างมหาศาลไปไหนเนี่ย~) ก็เห็นญี่ปุ่นมุงรุมดูบ่อน้ำอยู่ค่ะ เพื่อไม่ให้เสียชื่อคนไทย เราก็ไปชะโงกมองกับเค้าบ้าง โอ... เป็นบ่อหินที่ลึกและมืดมากๆ มองไม่เห็นก้นบ่อเลยทีเดียว ปากบ่อมีตะแกรงเหล็กปิดไว้อย่างแน่นหนา เราถอยออกมาอ่านชื่อป้ายแล้วสะดุ้งโหยง "บ่อโอคิคุ" (@_@;)

เย่ย !! ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าบ่อของคุณผีสาวจานแตกจะอยู่ที่นี่ (T{}T)

จากป้ายจารึกกล่าวว่า ตำนานโอคิคุหรือ "Banshu Sara-Yashiki" เกิดจากสาวใช้นางหนึ่งนามว่าโอคิคุ ซึ่งเป็นข้ารับใช้ของอาโอยามะ เท็ตซัน ได้ไปล่วงรู้ถึงแผนร้ายของอาโอยามะที่หวังจะโค่นอำนาจโนริโมโตะ โคะเทระ เจ้าผู้ปกครองปราสาทฮิเมจิในเวลานั้น นางจึงรีบนำความไปบอกคนรักซึ่งเป็นทหารองครักษ์ของเจ้าเมือง ทำให้แผนร้ายของอาโอยามะล้มเหลว อาโอยามะแค้นใจมาก สั่งให้คนสนิทไปทำลายจานล้ำค่าประจำตระกูลที่โอคิคุดูแลอยู่ จาก 10 ใบเหลือเพียง 9 ใบ แล้วใส่ความว่าโอคิคุขโมยจานไปขาย นางจึงถูกทรมานจนตายแล้วโยนศพลงบ่อน้ำนี้ นับจากนั้นมาในเวลาค่ำคืน ผู้คนก็มักจะได้ยินเสียงคร่ำครวญนับจานอย่างโศกเศร้าของนาง ...1 ใบ ...2 ใบ ...3 ใบ ....ใครก็อปบลอคนี้ไปโดยไม่ให้เครดิตระวังจะตามไปนับใกล้ๆ นะจ๊ะเบบี๋ เหอ ๆ ๆ...

ภายหลัง โมโตโนบุ คินุงาสะผู้เป็นคนรัก ได้ร่วมมือกับเหล่าทหารคนอื่นๆ ปราบปรามอาโอยามะและพรรคพวกสำเร็จ จึงตั้งศาลเจ้าให้แก่โอคิคุเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความกล้าหาญและจงรักภักดีของนางค่ะ (^^)

และแน่นอน ของฝากที่ยายดาเลือกซื้อก็คือขนมจานแตกที่เคยเขียนไปในเอนทรีก่อนนั่นเอง แลดูน่ารักน่ากินดีชิมิล่า~ โฮะ ๆ~ =3=)

จากบ่อโอคิคุ เดินเข้ามาด้านในอีกพักใหญ่ ผ่านเรือนเฝ้ายามและทางวกวนพอเป็นกระสัย ในที่สุดก็เข้ามาถึงตัวปราสาทใหญ่เสียที แฮ่ก ๆ ๆ (@_@;) และสิ่งที่รอต้อนรับหญิงชราและชาราริมังอยู่ก็คือ... การเข้าคิวที่ยาวเหยียดของชาวประชาญี่ปุ่นนั่นเอง

(กล้องเก็บไม่หมด มีอีก 3 ขดตรงหางแถว)

โอ๊ย แถวยาวแค่เนี๊ย~ จิ๊บๆ ~ (TAT)* //กัดฟันพูด

ถือเสียว่าเป็นกุศโลบายการคืนกำไรให้ผู้ชม (?) เพราะยืนรอก็เท่ากับได้ยืนพักขาไปในตัว เดินมากแล้วเมื่อยค่ะ สังขารไม่เที่ยง กร๊าก~ รออยู่ประมาณ 40 นาที เราก็ค่อยๆ กระดึ๊บตามคนอื่นๆ เข้าไปในตัวปราสาท เหตุที่เจ้าหน้าที่ต้องกันคนให้เข้าเป็นชุดๆ และหยุดเป็นพักๆ เพราะภายในปราสาททางเดินขึ้นลงบันไดเป็นทางแคบและวกวน คนเข้าไปอัดกันเยอะจะดูแลไม่ไหวค่ะ

เงยหน้ามองใกล้ๆ เห็นปราสาทสูงตระหง่าน ในที่สุดก็ได้เข้าไปชมแล้ว (>w<)

ภายในปราสาทมี 5 ชั้นค่ะ เต็มไปด้วยทางเดินที่วกวน (กรุณาเดินตามลูกศร และขอแนะนำว่าไม่เหมาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหากับการเดินขึ้นลงหรือเดินไกลๆ ค่ะ) มีห้องลับ กลไก อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ มากมาย ชั้น 2 จัดแสดงสมบัติล้ำค่าและสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เมืองฮิเมจิ มีตราประจำตระกูลบนแผ่นกระเบื้องซึ่งใช้ครอบปลายจั่วหลังคาเป็นรูปต่างๆ เช่นผีเสื้อ กงจักร ดอกไม้ ใบไม้ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าตระกูลเหล่านี้มมีส่วนช่วยในการบูรณะหรือช่วยสร้างปราสาทในช่วงเวลาต่างๆ กันค่ะ

และเนื่องจากเป็นเทศกาลพิเศษ ทางเจ้าหน้าที่จึงเปิดให้เข้าชมบางพื้นที่ที่ปกติไม่อนุญาต เช่น หอสังเกตการณ์ทางตะวันออก และส่วนห้องน้ำกับโรงครัว (ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในปราสาท) และนี่คือภาพของห้องน้ำโบราณ

ยอมเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะดีกว่าลุกมาเข้ากลางดึกมั๊ยอ่ะ =w=;)

ค่อยๆ ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงชั้นบนสุด เห็นรูปปั้นปลามังกร สัญลักษณ์ประจำปราสาทประดับอยู่ที่ปลายยอดจั่ว

บนชั้นนี้มีศาลเจ้าเล็กๆ ตั้งอยู่ด้วย ศาลนี้มีชื่อว่า "Osabake-jinja" โดยเชื่อกันว่าวิญญาณของ มิยาโมโตะ มุซาชิ ซามูไรชื่อดังสิงสถิตอยู่ที่นี่ แต่เดิมศาลนี้เคยตั้งอยู่บนยอดเขามาก่อน แต่พอมีการก่อสร้างปราสาทจึงได้ย้ายศาลเจ้าไปไว้ที่อื่น ต่อมาเกิดภัยพิบัติขึ้นจนชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว จึงได้ย้ายศาลเจ้ากลับมาไว้ที่เดิม คือชั้นบนสุดของปราสาทนั่นเอง

(ความจริงอยากถ่ายรูปมา แต่จนปัญญาที่ยกกล้องแล้วเห็นแต่หัวคนดำพรืดไปหมดเลยต้องถอดใจล่ะค่ะ =w=;)

จากหน้าต่างชั้นบนสุด มองลงไปเห็นบริเวณรอบปราสาท แลเห็นหมู่เรือนของหอแต่งองค์สีขาวสะอาดตาทอดตัวอยู่ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี

สัจธรรมของชีวิต มีขึ้นก็ต้องมีลงนะเคอะ หลังจากชมวิวบนที่สูงจนหนำใจแล้ว เราก็ค่อยๆ ทยอยกันเดินเรียงลงมาบนบันไดกลที่มีบานประตูปิดเปิดซ่อนอยู่บนพื้น

บันไดชันมาก--- โฮกกก--- เอียงราว 75 -80 องศาเห็นจะได้ แน่นอน ไม่มีราวให้จับ ...ทั้งชัน สูง และแคบ ชนิดที่ถ้าเท้าใหญ่กว่ามาตรฐานสักนิดต้องบิดเท้าวางเฉียงๆ แล้วไต่ลง แถมเนื้อไม้ลื่นปลาบ คนใส่ถุงเท้ามีเสียววาบๆ เป็นระยะ สารภาพว่ากลัวตกลงไปคอหักมากค่ะ TwT) ปัจจุบันยังคงจิ้นไม่ออกกับการที่ซามูไรใส่เกราะใหญ่ๆ วิ่งกรูกันลงไปจากบันไดแบบนี้ ...อืม (=w=;)

จบจากการทัวร์ภายในตัวปราสาท หญิงชรากับซาราริมังก็เดินเล่นทอดน่องบริเวณสวนรอบๆ พลางเช็คแผนที่ เพิ่งรู้สึกตัวว่าพลาด ลืมเลี้ยววกลงไปในหลืบทางใต้ (มันเป็นเขาวงกตจริงๆ สินะ =w=;) จึงต้องเดินย้อนเลียบกำแพงปราสาท เพื่อเข้าไปสู่จุดเช็คพอยต์สุดท้าย "Harakiri-maru"

เยี่ยมชมเรือนฮาราคีรีกับซาราริมัง (ฮา)

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักความหมายของ "ฮาราคีรี" หรือ "เซ็ปปุกุ" กันแล้ว ใช่ค่ะ มันก็คือวิธีการฆ่าตัวตายหรือการลงทัณฑ์อย่างหนึ่งของญี่ปุ่นในสมัยโบราณนั่นเอง - - การทำฮาราคีรีเนี่ย เขาไม่ได้เอามีดจิ้มท้องตัวเองเข้าไปเฉยๆ หรอกนะคะ แต่จะเริ่มจากการแทงท้องทางด้านซ้าย  จากนั้นกระชากมีดที่ปักคาอยู่ไปด้านขวา พยายามตัดไส้ตัดพุงให้ขาด ถ้าถึงตอนนั้นยังไม่ตาย ยังมีแรงอยู่ก็ให้ใช้พลังเฮือกสุดท้ายกระชากมีดขึ้นด้านบนอีกครั้งเป็นอันสำเร็จกระบวนการ หากไม่ไหวก็จะมีเพชฌฆาตคอยตัดคอให้แทนค่ะ ...งือ  หวาดเสียว... (TwT)

ตามคำอธิบายที่อยู่บนแผ่นป้ายจารึกบอกว่า เรือนพักแห่งนี้มีลักษณะที่เหมาะสมกับการเป็นที่สำหรับทำฮาราคีรีมาก ...เอ่อม...(^^;) เนื่องจากมียกพื้นยาวสำหรับให้ซามูไรชั้นสูงนั่งดูการประหาร และมีบ่อน้ำอยู่กลางลานกว้าง - - ถึงตรงนี้ ยายดาก็หันกลับไปหาคุณยักษ์

"พี่คะ มีบ่อน้ำแล้วเกี่ยวอะไรกับการทำฮาราคีรีล่ะ ?"

"เอาไว้ล้างเลือดไง" เฮียตอบหน้าตาเฉย "ก็ทั้งคว้านท้องทั้งตัดคอน่ะ"

มีข่าวนึงเมื่อหลายปีก่อน ช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่ในภาวะถดถอยอย่างหนัก พนักงานเก่าแก่ในหลายบริษัทถูกบังคับให้ลาออก มีพนักงานคนหนึ่งทำการฮาราคีรีตัวเองต่อหน้าต่อตาผู้จัดการ โดยฝากคำพูดสุดท้ายก่อนสิ้นใจไว้ว่า

"ผมอุทิศทั้งกายและใจเพื่อบริษัทมาตลอด ทําไมถึงทํากับผมแบบนี้"

เฮือก... ฟังแล้วขนลุก (TwT) หันไปถามชาราริมังข้างตัวว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะทำยังไง อาเฮียเงียบไปพักนึง ยักไหล่แล้วตอบว่า "ก็ไปหางานทำที่กรุงเทพฯ"

จ้ะ ปรับตัวได้ก็ดีจ้ะ (=..=) นี่พี่ติดนิสัย "ไม่เป็นไร สบายๆ" จากคนไทยมารึเปล่าเนี่ย

เราออกจากปราสาทมาประมาณ 4 โมงครึ่ง ใจจริงยายดาอยากไปดูสวน Koko-en ต่อ แต่ก็ใกล้เวลาสวนปิดเต็มทีจึงต้องตัดใจเก็บไว้คราวหน้า ไม่น่าเชื่อว่าจะใช้เวลาในปราสาทมากกว่า 3 ชั่วโมง คงเพราะมากับคุณยักษ์จึงดูแบบเก็บรายละเอียดทุกซอกทุกมุมแถมพกด้วยเลคเชอร์ย่อยทางประวัติศาสตร์ (ที่ถ้าเขียนหมดคงได้อีกซัก 2 เอนทรีเอิ๊ก~) ขอบคุณนะคะพี่ ถ้าอิหนูมันมาคนเดียวคงเดินฉุยฉายชั่วโมงเดียวจบแหงๆ (^^;)

เดินผ่านสวนด้านหลัง ดอกไม้สวย บรรยากาศสงบ มีคนเขียนกลอนไฮกุแขวนไว้กับกิ่งไม้เป็นระยะ คุณยักษ์ครึ้มอกครึ้มใจ ร่ายกลอนอะไรสักอย่างที่ไม่เข้าใจความหมาย แต่ก็ฟังเพลินเข้ากับเสียงท้องร้องดี (ไม่ใช่ละ) พอข้ามมาอีกฝั่งของสะพานก็เจอแผงขายของงานวัดที่เพิ่งตั้ง เฮียเลยไปซื้อโมดันยากิมาแบ่งกันกินรองท้องไปก่อน

"เดี๋ยวไปโกเบกัน หาอะไรกินแถวไชน่าทาวน์ ยังไม่เคยไปไม่ใช่เหรอ"

อิหนูพยักหน้าหงึกๆ ซร๊วบเส้นโซบะที่ยัดอยู่ด้านในแป้งอย่างแข็งขัน (*q*) จากนั้นเราสองคนก็เดิน เดิ๊น เดิน กันต่อไปยังสถานี JR เพื่อขึ้นรถไฟไปลงที่ Sannomiya เพื่อตะลุยโกเบยามราตรี - - ระหว่างทางก็มีอะไรให้ดูมากมาย ทั้งตู้โทรศัพท์ที่มีหลังคาเก๋ไก๋ ดอกไม้บานเต็ม 2 ข้างทาง รูปปั้นที่ตั้งประดับอยู่เป็นช่วงๆ  รวมทั้ง - -

ฝาท่อเค่อะ (=w=)/

ฝาท่อที่นี่ทำเป็นรูปนกกระสาขาวและดอกนกกระสา สมฉายาปราสาท ตอนแรกนึกว่าจะเป็นรูปโลโก้ปราสาทเสียอีก (เพิ่งนึกได้ว่าอาจจะดูคล้ายโอซาก้าสินะ) แต่พอเดินๆ ไปลองมองดีๆ จะเห็นฝาเล็กๆ (เล็กมาก ลองเทียบกับขนาดแผ่นปูทางเดินสิคะ ^^) ทำเป็นรูปสัญลักษณ์ปราสาทฮิเมจิแอบอยู่ อดใจไม่ได้รีบยกกล้องขึ้นมาถ่ายทันที (หัวเราะ) อืม... ศิลปะบนฝาท่อนี่มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนนะเนี่ย :-P

รูปปั้นหญิงสาวกับนกกระสาโบยบิน อยู่หน้าสถานี JR ตอนแรกมองไม่ออกว่าเป็นนกแต่พอสังเกตดีๆ ก็โอ้~ ไม่ทิ้งสัญลักษณ์ของเมืองเลยนะ

รูปปั้นปลามังกร สัญลักษณ์ของปราสาทฮิเมจิค่ะ

โปสเตอร์ร้านทำผมที่เห็นรูปแล้วนึกถึงอิไอซ์ของหมาต่าย (ฮา) และโปสเตอร์นิทรรศการพิพิธภัณฑ์ของเล่น กำลังแสดงเรื่องตุ๊กตาลิกกะ แต่เสียดายที่รถเมล์ไปมีแค่ชั่วโมงละเที่ยวเดียว อดดูเลย TwT) ใครมีโอกาสไปช่วยมาเล่าให้ฟังหน่อยนะคะ งี๊ด...

 

จากฮิเมจิ เราก็นั่งรถไฟสาย JR ต่อมาถึงที่นี่ - -

โกเบ - - ช่างเป็นเมืองที่มีฝาท่อหลากหลายที่สุดเท่าที่พบมา ...6 แบบได้แล้วมั๊ง

ด้วยความพิศวาสโกเบเป็นการส่วนตัว หลงใหลในบรรยากาศที่มีสไตล์แบบนี้ ยายดาเลยดี๊ด๊าเป็นพิเศษ โฮะ ๆ ๆ (,,=w=)

ดึ๊ง ๆ ๆ ข้ามถนนเดินทะลุย่านโมโตมาฉิ เพลิดเพลินกับอาหารตาและต่อสู้กับกิเลสเป็นระยะ อา... มนุษย์คือก้อนตัณหา (*q*)

ผู้คนมากมายขวักไขว่ แฟชั่นทันสมัย สมเป็นชิบุย่าแห่งโกเบจริงๆ

ก่อนจะเข้าสู่เขตไชน่าทาวน์ก็เจอฝาท่อแปลกๆ (อีกแล้ว) ...เอ่อ บอกไว้ก่อนว่านี่ไม่ได้มาเพื่อถ่ายฝาท่อนะคุณ แต่เห็นแล้วมันอดไม่ได้...แหะ ๆ (=w=)

อันนี้คุณยักษ์มาเอียงคอมองด้วยความสนใจ บอกว่าเป็นฝาสำหรับวัดระดับพื้นดินของโกเบ ...2 คนมองหน้ากัน แล้วมันคืออะไรฟะ... สรุป (เอาเอง) ว่าเพราะโกเบมันตั้งเอียงลาดขึ้นไปตามเนินเขาก็เลยต้องมีจุดวัดระดับพื้นดินล่ะมั๊งนะ

เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็เดินมาถึงย่านไชน่าทาวน์ หรือ "Nankin-machi" แล้ว แฮ่ก ๆ ๆ (@_@;)

ประตูทางเข้าบิ๊กบึ้มมาก

ญี่ปุ่นมีไชน่าทาวน์อยู่ 3 แห่งค่ะ อีก 2 ที่คือที่โยโกฮาม่าและนางาซากิ ไชน่าทาวน์ที่โกเบนี่ถือว่าเล็กที่สุด แต่จำนวนคนไม่เล็กตาม ส่วนใหญ่ก็มาหาอะไรทานกันค่ะ มีอาหารจีน ขนมจีบซาลาเปา ติ่มซำ ฯลฯ แต่บรรยากาศเทียบกับเยาวราชบ้านเราแล้วจิ๊บๆ (=w=) โฮะ ๆ ๆ~ บางร้านที่อร่อยคนก็ต่อคิวกันยาวมาก สุดท้ายเราก็ได้ซาลาเปามากินก่อนจะตกลงว่า ไปหาร้านที่อื่นเหอะ มาที่นี่กินบรรยากาศอย่างเดียวละกัน 555+

ของแถม - - ฝาท่อที่นี่เป็นรูปมังกรค่ะ ส่วนจักรยานที่เห็นในรูป เค้าทำเก๋ด้วยการวาดรูปการ์ตูน เจาะห่วงร้อยโซ่ที่หูทำเป็นตุ้มหูเอาไว้คล้องจักรยานค่ะ ไอเดียแหล่มมากจ๊อด (,,=w=)v

เดินย้อนกลับมาที่สถานีตามเดิมท่ามกลางสายฝนพรำ คุณยักษ์กางร่มแล้วถาม "ไหวมั๊ย" ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ กลับไป ไอ้ไหวน่ะมันไหว แต่สงสัยระยะทางวันนี้จะเดินกันมากกว่า 7-8 กิโลแล้วมั๊ง (หัวเราะ) ในที่สุดก็มาถึงร้านเล็กๆ แบบโฮมคาเฟ่ชื่อว่า "Mother"

เมนูอร่อยของที่นี่เป็นพวกเนื้อไก่ค่ะ เป็นแค่ร้านเล็กๆ ที่ไม่มีในคู่มือนำเที่ยวที่ไหน แต่คนท้องถิ่นรู้จักกันดี คุณยักษ์รู้จักที่นี่จากรุ่นพี่ที่บริษัทซึ่งเป็นคนโกเบ เมนูไม่มีภาพ ไม่มีภาษาอังกฤษ ดังนั้นให้สิทธิ์เฮียเป็นคนสั่งเต็มที่ (หัวเราะ) ออกมาไม่ผิดหวัง ไก่ทอดร้อนๆ ราดซอสรสเปรี้ยวๆ หวานๆ อร่อยมาก และไก่ตุ๋นพร้อมดิปปิ้งซอส 3 อย่าง (เบซิลซอส - น้ำมันมะกอกกับเครื่องเทศ - เกลือผสมผงกะหรี่) มาเป็นจานใหญ่ๆ ให้ตักแบ่งกัน เอาเข้าจริง แค่ 2 อย่างก็กินจนจุกแล้วค่ะ 555+ อร่อยเชียวล่ะร้านนี้ แนะนำๆ ^^)

กินอิ่มแล้วก็เดินตาปรือกลับไปที่สถานี นั่งรถไฟสาย JR กลับไปโอซาก้า เปลี่ยนเป็นลูปไลน์กลับหอ นอนหลับสลบเหมือดโดยไม่ได้นวดขา นานๆ ออกกำลังระยะทางไกลแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน โชคดีที่ตื่นมาไม่มีอาการปวดเมื่อยเลย แปลว่าเราก็ฟิตใช้ได้นะเนี่ย (ฮา)

แล้วทริปแรกหลังจากเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่นเป็นครั้งที่ 2 ของเราก็จบลงด้วยดี 

สุดท้ายนี้ ปิดเอนทรีด้วยรูปผู้ร่วมขบวนการ เดี๋ยวจะว่าไปเที่ยวไม่ถ่ายรูปกลับมา 555+

กำลังออกจากปราสาท เหนื่อยและหิวได้ที่ :-P

ขอบคุณที่พาเที่ยวนะคะคุณยักษ์~ (^^) ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบด้วยค่ะ เอนทรีนี้ยาวโพด คนเขียนก็หอบเหมือนกัน แฮ่กๆ (=w=;)  แต่ก็เพลินดีค่ะ ...ส่วนทริปต่อไปจะเป็นอะไรนั้น ติดตามชมได้ที่นี่นะจุ๊~

 

ซี๊ยูเอนทรีหน้าจ้ะเบ่เบ๋~ >3<)/

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มะ! ไอจะเจิม! ฮุดช่า!

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

เอาไป ไก่ย่าง > 3 < )/

ปราสาทดูดีทีเดียว ความจริงก็อยากไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งเหมือนกันน๊าของพรรค์นี้ แต่ยู...ไอ้บันไดที่ลื่นล่ะก็มันปลาบ แล้วก็ลาดลง แถมซี่เล็กนิดเดียวน่ะ ยูบ่นแสดงว่ายุไม่เคยรีบของจริงว่ะ

เขามีให้ลื่นลงไป =[]= แต่อีกทางถ้าอยากจะปีน ก็พอปีนมาก็ได้ไง แบบไม่รีบ

( ใส่เกราะใครเขากลัวเจ็บวะ คนกำลังจะไปรบ มันไม่โหนเสาลงมาแบบโกสบัสเตอร์ก็บุญแล้ว )

ดูยังไง ยูก็ชอบ man's hole ล่ะว๊า

ว่าแต่ชะนี จานไอหายไปไหนยะ ? เดี๋ยวปั๊ดยัดบ่อน้ำซะหรอก!

#1 By หมาต่ายโทเม on 2009-05-22 13:24

อยากไปมั่งจัง O w O ~~

อยากลองเดินบันไดหวาดเสียวดู ฮ่าๆๆ = w = ~~

เขียนเอนทรีน่ารักดีค่ะ = w = /Hot! Hot!

#2 By ll otamaniac ll on 2009-05-22 13:28

อ่านรีพอร์ทคราวนี้แล้วรู้สึกได้ถึงความหวาน~ อิอิอิ

อากาศดูสบายๆ น่าเดินเที่ยวดีนะคะ ไว้โอคุงรออิยายไปอยู่โน่นก่อนแล้วจะตามไปให้พาเที่ยวน้า~

ปล.ได้รับผ้าปิดปากแล้วค่ะ คิดว่าคงได้ใช้เอาตัวรอดในคืนสุดท้ายที่จะนอนรถนอนจากแชงกลับคุนหมิงแน่ๆ

ไว้กลับมาเมาท์กันนะค้า

#3 By อคาชา+นะโอ on 2009-05-22 13:35

ยาวจิง ๆ

แล้วตรงไหนที่แผ่นดินไหวอะ

confused smile

Hot!

#4 By Dhammasarokikku on 2009-05-22 13:56

ระยะทางยาวและวกวนมาก
แต่ปราสาทดูดีสมกับความเหนื่อย

คนสมัยก่อนเก่งเนอะ ลงบันได้ชันๆแบบนั้นได้ยังไง

รูปสวย ของกินก็น่ากิน ...

#5 By †:.Sesary.:† on 2009-05-22 16:56

Hot! Hot! Hot! เที่ยวกันเยอะจริงๆ บล็อกนี้

#6 By Magaret Literary on 2009-05-22 19:55

> <
น่าไปปปป น่าไปปปปปปป ~~~~

อิจฉาาา จังเล ย ยย วิ้วว
ชอบฝาท่อออ

#7 By quiescent on 2009-05-22 19:59

น่าไปมากค่ะ Hot!
ต้องหาโอกาสไปเที่ยวบ้างแล้ว^^

#8 By Amichan~ on 2009-05-22 22:12

ปราสาทน่าไปสำรวจจังค่ะ แต่กว่าจะทั่วคงเหนื่อยน่าดู ห้องน้ำน่ากลัวจริงๆ เคยอ่านเรื่องผีญี่ปุ่นที่ชอบโผล่แค่หัวลอยตุ๊บป่องๆมาตามนั้นแล้วฝังใจ ว่าแต่...พึ่งรุ้นะคะเนี่ยว่าเซ็ปปุกุเค้าโหดขนาดนั้น นึกว่าแค่เสือกมีดเข้าไปแล้วบิดทีเดียวเฉยๆ แหะๆ

มีคนนำเที่ยวชั้นยอดน่าอิจฉาจังเลยนะคะยาย ฮะฮะ

ปล.ถ้ายายไม่บอกหนูจะคิดว่ายายไปเพื่อถ่ายฝาท่อจริงๆน้า (โดนยายตบ555)

#9 By -PK-> on 2009-05-23 00:26

กำลังหิวอยู่เลยอ่ะ

น่าสนุกจัง
เห็นด้วยกับพี่โอค่ะ รอเจ้ไปอยู่ แล้วจะตามไปให้แนะนำที่ท่องเที่ยว(กิน)
แต่ว่าอย่าพาหนูหลงจะเจ้ ฮ่าๆๆ open-mounthed smile

#10 By dearchan on 2009-05-23 04:06

Hot!

ฝาท่อครีเอทจริง ๆ อะ big smile

#11 By ไทดี้ on 2009-05-23 08:49

อีก 2 ปี จะหนีไป
แอร๊ยยย

อยากไป อยากไป อยากไป
งามจริงอยากไปบ้าง

#13 By Tamago on 2009-05-23 15:43

Hot! ปราสาทสวยจริงๆ
อยากไปเที่ยวที่สวยๆ แบบนี้จัง
อยากไปญี่ปุ่นมั่งจัง Hot!

#15 By veeza on 2009-05-23 18:53

อยากไปฮิเมจิบ้างจังงง

ไปคราวนี้ไม่มีเวลาเลยยยย

คราวหน้าไม่พลาดแน่

ขอบคุนสำหรับรูทเดินทางดีๆค่ะconfused smile

#16 By ~★SuE JeOnG★~ on 2009-05-23 19:46

เที่ยวด้วยคนค่ะ ... สถานที่เค้าสะอาด น่าเดินเล่นจริง ๆ นะคะ big smile

#17 By Initmate on 2009-05-23 19:55

น่าไปจังเลยอะ Hot!

#18 By DeathTheKid on 2009-05-23 20:39

ว้าววว

ญี่ปุ่นอากาศดีจริง ๆ

สมแ้ล้วที่รักษาสิ่งแวดล้อมขนาดนั้น

ขอบคุณครับ ที่ถ่ายรูปมาให้ชมกัน

แหล่มมาก Hot! Hot! Hot!

#19 By AtTr@cti๐N on 2009-05-23 21:20

อ่านก็สนุกแล้วล่ะค่ะ

ขอบคุณที่แบ่งปันความรู้ และรูปสวยๆนะคะ confused smile

#20 By hobbyburn on 2009-05-23 22:08



อยากไปเที่ยวบ้างจังงงงงงง


Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
http://www.koreastory.org

#21 By Koreastory.org on 2009-05-23 22:09

ชอบ ญี่ปุ่น
add ไว้ก่อนเดี๋ยวกลับมาอ่านใหม่

#22 By zylostudio on 2009-05-23 23:01

น่าอัศจรรย์ใจ...อยากไปเดินกินแถวไชน่าทาวน์จังเลย
ปราสาทก็อยากไปเหมือนกัน
รถบัสสวยชะมัด

ฝาท่อก็สุดยอด cry cry

#24 By Prae on 2009-05-24 00:25

เสียดายมากๆ ผมไปถึงฮิเมจิก็เย็นมากแล้ว เลยไม่มีโอกาสเข้าไปในตัวปราสาท

เดี๋ยวผมจะอัพเรื่องตอนไปฮิเมจิเหมือนกันครับ
ฝาท่อพี่ญุ่นแกงามจริงๆconfused smile

#26 By mammoz on 2009-05-24 17:10

เคยไปญี่ปุ่นครับ อยากไปอีกชอบมากๆ บริการประทับใจจริงๆครับ ของผมดูรูปได้ที่ http://tutoroud.hi5.com นะครับ ขอบคุณที่ให้ภาพและเกร็ดดีๆ
Hot! Hot! Hot!

#28 By เซี่ยหมิง on 2009-05-24 18:59

ปราสาทสวยอลังการดีครับbig smile

#29 By mckazine on 2009-05-24 20:02

อยากไปมั่งจัง

#30 By ฟังเพลง (58.9.9.142) on 2009-05-24 21:28


ภาพสวย

เนื้อเรื่องดี

confused smile Hot!

#31 By Windmill on 2009-05-28 13:26

WAAAWW


MA DESTINATION T^T




confused smile

#32 By ARAMiC™ on 2009-05-31 05:50

ฝาท่อสวยยยยย
อยากไปเห็นแบบแปลกๆกับตามั่งจังเลย cry

#33 By เจ้าโต on 2009-06-12 12:54

อยากไปบ้างจังเลย

#34 By iJigg (124.121.135.121) on 2009-08-12 01:56