Farewell Peterpan, be happy in Neverland
posted on 03 Jul 2009 11:55 by deardahlia in Notebookนี่อาจจะเป็น 1 ในเอนทรีที่ยาวที่สุดของบลอคนี้
เป็น 1 เอนทรีที่เขียนข้ามวันข้ามคืนด้วยความตั้งใจอย่างยิ่ง
ด้วยความระลึกถึงบุคคลผู้นี้
7 วันหลังการจากไปของราชาเพลงป็อป - - ไมเคิล แจ็คสัน
คงได้เวลาที่เราจะเขียนถึงเขาเสียที
จนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกโหวงๆ อยู่ทุกครั้งเมื่อได้อ่านข่าวหรือดู MV เพลงเก่าๆ ของเขา ...ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้อะไร ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่ญาติ น่าแปลกที่ความตายของคนๆ หนึ่งกลับสะเทือนความรู้สึกเราได้ถึงขนาดนี้
:: Memoir ::
สำหรับเรา ไมเคิลเป็นศิลปินต่างชาติคนแรกที่ทำให้เรารู้จักฟังเพลงสากล
รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้ชอบเรียนภาษาอังกฤษด้วย
เพลง Heal the World สมัยนั้นดังมาก เราอยู่ประมาณ ป. 6 ก็ซื้อเทปมาฟัง นั่งกรอ แล้วค่อยๆ แกะความหมายในเนื้อเพลงไปทีละประโยค ค่อยๆ ทำทีละนิด ทุกวันๆ อย่างอดทน เพราะอยากรู้ว่าเพลงที่สวยงามนี้มีความหมายว่าอย่างไร พอได้รู้ความหมายแล้วก็ยิ่งประทับใจ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ติดตามผลงานเพลงเขามาเรื่อยๆ
![]()
ไมเคิลคือช่วงชีวิตที่สวยงามในวัยเด็กของเรา และของใครๆ อีกหลายคน
ทั้งๆ ที่มอบความสุขให้คนมากมายขนาดนี้ แต่ตัวเขากลับไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในวัยเด็กได้เหมือนเด็กในวัยเดียวกันเลย สมัยเด็กๆ ไมเคิลถูกพ่อทำร้ายร่างกายเป็นประจำ เขาต้องซ้อมร้องเพลง ซ้อมเต้นอย่างหนัก เมื่อไม่ได้ดังใจพ่อก็ใช้เข็มขัดฟาด แถมยังให้ซ้อมเต้นกับแผ่นความร้อนอีก ชีวิตในวัยเด็กของไมเคิลแทบจะไม่มีความทรงจำที่ดี เลย และเหตุหนึ่งที่ทำให้ไมเคิลเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองอย่างรุนแรง เพราะพ่อมักจะว่าใบหน้าของเขาอัปลักษณ์ ซึ่งสิ่งนี้คงจะเป็นปมอันใหญ่ที่ฝังใจเขามาตลอดจนวันตาย
ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของเพื่อนสนิทที่เป็นบาทหลวงของไมเคิล กล่าวว่า ไมเคิลพยายามสุดชีวิตเพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากพ่อของตัวเอง จนกระทั่งวาระสุดท้าย
ชีวิตวัยเด็กที่ไม่สมบูรณ์ของเขา อาจนำมาซึ่งพฤติกรรมแปลกๆ ที่เขาเองอาจไม่รู้ตัว และไม่ได้ตั้งใจ และคนอื่นๆ ก็ยากที่จะเข้าใจเขาได้ เพราะพวกเราไม่มีใครต้องยืนอยู่ ณ จุดนั้นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นปีเตอร์แพนซินโดรม หรือความไม่มั่นใจในตัวเองขั้นรุนแรงต่อสาธารณชนก็ตาม
คนที่อยู่สูงสุด ถึงขนาดได้รับฉายาว่า "ราชาแห่งเพลงป็อป" แต่กลับมีชีวิตที่โดดเดี่ยวอย่างที่สุด
คนที่เสียช่วงเวลาวัยเด็กให้กับความยากจน เสียช่วงเวลาวัยรุ่นให้กับชื่อเสียง
ถึงกระนั้น หลายๆ สิ่งที่เขาทำ ทำให้เราเชื่อว่าเขาเป็นคนที่มีจิตใจดีมากๆ คนหนึ่ง ตลอดชีวิตของเขาบริจาคเงิน (ตอนนี้รู้สึกจะมีคนรวบรวมข้อมูลไว้ว่าประมาณ 400 ล้านดอลล่าห์) และก่อตั้งมูลนิธิและกองทุนเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มากมาย เช่น Heal for Kids, Shaloms at Home, Heal the World Foundation หรือการสร้าง Never Land เพื่อเป็นสวนสนุกสำหรับเด็กด้อยโอกาส
He never allowed the rumours and lies to stop him from being the most gracious, loving, and talented man.
Black or white skin, Michael is still beautiful inside and out.
:: Songs on my Mind ::
เราว่า เพลงของไมเคิลมีความคลาสสิกอยู่ในตัว คือไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็ยังฟังได้โดยไม่รู้สึกว่าเชย ^^) ทั้งบทเพลงและท่าเต้นของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินรุ่นใหม่ๆ มากมาย - - ไม่แค่วงการดนตรี แต่รวมไปถึงเกม การ์ตูน หรือแม้แต่แอนิเมชั่นด้วย
วันนี้ ขอเลือกมา 5 เพลงที่รู้สึกว่าอยากแนะนำให้ทุกคนได้ฟังกันค่ะ
"We Are The World" (1985)
เป็นเพลงที่ไมเคิลแต่ง และได้ชักชวนเหล่าศิลปินดังๆ ในสมัยนั้นมาช่วยกันขับร้องเพื่อทำอัลบั้มพิเศษ หาเงินช่วยเหลือผู้อดอยากในเอธิโอเปีย และสนับสนุนกองทุนเพื่อช่วยเหลือสตรีที่ถูกกดขี่ในแอฟริกา โดยตั้งเป็นกองทุนที่ชื่อว่า United Support of Artists for Africa
"Heal the World" (Dangerous : 1991)
เป็นเพลงที่ไมเคิลกล่าวว่า "ภูมิใจที่สุดที่ได้แต่งออกมา" เพลงนี้เพื่อเด็กเร่ร่อนไร้ที่อยู่อาศัยทั่วโลก ไมเคิลได้ตั้งกองทุน "Heal the World Foundation" เพื่ออุปถัมภ์และสนับสนุนให้เด็กๆ เหล่านี้มีที่พักพิง สามารถพึ่งพาตัวเองและช่วยเหลือผู้อื่นได้ รายได้แรกเริ่มของกองทุนนี้มาจากเงินที่ได้จาก Dangerous World Tour ของเขาเอง
"Earth Song" (History : 1995)
เพลงนี้ไมเคิลแต่งขึ้นเพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงสภาพแวดล้อมและการอนุรักษ์สัตว์ป่า (Environment and Animal Welfare)โดยส่วนตัวแล้วเป็นเพลงที่ชอบมากๆ เพลงหนึ่ง แต่ MV เพลงนี้ทำให้เราร้องกรี๊ดเมื่อเห็นคัทซีนการล่าแมวน้ำเป็นครั้งแรก แม้จะเป็นแค่วูบเดียว แต่วูบนั้นทำเราใจหล่นลงไปกองกับพื้นไปเลย...
"You are not Alone" (History : 1995)
โดยส่วนตัวแล้ว เพลงนี้เป็นเพลงที่ชอบมากที่สุดค่ะ
ตลอดระยะเวลาเกือบ 7 ปีที่เราต้องอยู่ห่างกับใครคนหนึ่ง เพลงนี้เป็นเพลงที่เชื่อมเรากับเขาคนนั้นไว้ด้วยกัน เป็นเพลงที่อบอุ่นและปลอบโยนเราได้เสมอ เป็นเพลงที่ไม่เคยลบออกจากลิทส์ใน mp3 เลย
...และเป็นเพลงแรกที่ทำให้เราน้ำตาไหล เมื่อได้ยินข่าวการเสียชีวิตของราชาเพลงป็อป ผู้มอบเสียงเพลงอันแสนอบอุ่นนี้ให้แก่เรา
"Remember the Time" (Dangerous : 1991)
ขอเพลงสนุกๆ สักเพลงก็แล้วกัน นี่เป็นความทรงจำขำๆ สมัยเด็กๆ ของเราค่ะ
ตอนที่แกะเนื้อเพลงและแปลออกมาได้ (แบบกระท่อนกระแท่นตามประสา) เรารู้สึกว่า โห...เพลงนี้นะ MV จะต้องอารมณ์ประมาณมาเฟียๆ แน่เลย แบบว่าผู้หญิงของมาเฟียไปหลงรักไมเคิล แล้วไมเคิลก็ไปล้วงคองูเห่าพาผู้หญิงหนีออกมา หูย~ คิดไปได้เป็นตุเป็นตะนะคนเรา (ฮา) แต่พอได้ดู MV จริงๆ ทางเคเบิลทีวีก็ อ๊ะ... ออกมาเป็นอียิปต์โบราณแฮะ 555+ ไปแอบกิ๊กกับราชินีแทน :-P แต่เป็น MV ที่เจ๋งและยาวมากๆ (ประมาณ 9 นาที) อันนึงเลยล่ะค่ะ
นอกจากนี้ ยังมีเพลงดังๆ และเพลงที่มีความหมายดีๆ อีกหลายเพลง เช่น Will you be there ? (OST. Free Willy), Black or White, Man in the Mirror, Smooth Criminal, Thriller, etc. อยากให้ลองห่มาฟังกันดูค่ะ รับรองว่าคุ้นหูกันอยู่หลายเพลงเลยทีเดียว :3
:: Facts and Rumors ::
คุณ No Nothing แห่งเว็บพันทิป ได้แสดงความคิดเห็นหนึ่งที่สะดุดใจไว้ว่า
"ไมเคิลเป็นอัจฉริยะอีกคนที่มีชีวิตน่าสงสาร พระเจ้าส่งไมค์มาเพื่อสร้างความสุขให้คนอื่นๆ แต่ความสุขที่ว่าก็มีอยู่ 2 ประเภท
1. สุขจากเสียงดนตรี มีคนจำนวนมากที่ได้รับความรู้สึกนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
2. สุขที่ได้เห็นหายนะ และล้อเลียนไมค์
และในเมื่อมีคนประเภทที่ 2 อยู่ไม่น้อย จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมพระเจ้าถึงเอาของที่ดีที่สุดกลับคืนไป พร้อมกับตบหน้าใครหลายๆคนด้วยความจริงอันขื่นขมของไมค์"
ว่ากันตามจริง เราเองก็ได้ยินข่าวของไมเคิล แจ็คสันมามาก บางเรื่องก็รู้อยู่แล้ว เช่นเรื่องที่เขาเป็นโรคด่างขาว หรือเรื่องที่ศาลยกฟ้องเนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าเขาละเมิดทางเพศกับเด็ก (ก็แปลกดี ทีตอนถูกฟ้องล่ะลงข่าวโครมๆ พอพ้นผิดไม่ยักมีใครสนใจแฮะ) แต่หลังจากการตายของเขา เราก็ได้รับรู้อะไรเพิ่มเติมมาอีกหลายอย่าง จึงขอรวบรวมมาแปะไว้ตรงนี้เผื่อผู้ที่สนใจด้วยค่ะ
>> สาเหตุที่ทำให้ไมเคิล แจ็คสัน มีผิวขาว<<
>> ไมเคิล แจ็คสันและลูกๆ ทั้งสามกับช่วงเวลาของครอบครัว <<
>> บทสัมภาษณ์ของบาทหลวง Shmuley เพื่อนสนิทของไมเคิล <<
>> เด็กที่เคยเป็นคดีความกับไมเคิลออกมายอมรับว่าที่จริงแล้วตนโกหกเพื่อเงิน <<
>> ไมเคิล แจ็คสัน กับการถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก <<
>> คลิปวีดีโอการซ้อมครั้งสุดท้ายของไมเคิล <<
>> เปิดพินัยกรรม ไมเคิล แจ็คสัน <<
>> เด็บบี้ โรว์ เปิดศึกแย่งเด็กๆ กับครอบครัวแจ็คสัน <<
>> ข่าวลือเรื่องไมเคิล แจ็คสัน แกล้งตาย <<
:: Farewell, Peterpan ::
"ตลกดีมั้ย เมื่อไม่กี่วันก่อนไมเคิลเสียชีวิต วิทยุสถานีหนึ่งในอังกฤษยังล้อเลียนไมเคิลเรื่องศัลยกรรมอยู่เลย
แต่พอไม่กี่วันให้หลัง พอเขาไม่อยู่แล้ว ก็จะมาทำสรรเสริญเชิดชูกัน ทำไมไม่พูดถึงเขาในทางที่ดีตอนเขามีชีวิตอยู่มั่งล่ะ
สื่อโหดร้ายกับไมเคิลมาตลอด แล้วไยวันนี้จะมาสรรเสริญกันยามที่เขาไม่มีโอกาสได้ยินแล้ว เหมือนกับตอนไดอาน่าที่ชีวิตถูกสื่อทำลายจนยับเยิน มันสายเกินไปไหม?
ไมเคิลเป็นคนที่ฝรั่งหลายคนเรียกว่า "the most misunderstood man in the world" พูดง่ายๆ คือคนมักสนใจแต่ข่าวในแง่ลบเกี่ยวกับเขามาตลอด ทั้งพฤติกรรมแปลกๆ รูปลักษณ์ภายนอก และชีวิตส่วนตัว
แน่นอนไมเคิลไม่ใช่นักบุญที่ไหน ก็มนุษย์อุจจาระเหม็นคนนึงในโลกเบี้ยวใบนี้ และเป็นคนซับซ้อนที่เข้าใจได้ยาก เป็นคนประเภทที่ฝรั่งเรียกว่า tortured soul สูญเสียวัยเด็กไปกับการทำงาน เขาก็เหมือนพวกเราทุกคนที่มีปิศาจร้ายหรือ demon ในตัวเอง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาคุณูปการของไมเคิลต่อวงการเพลงโลก จะพบว่ามันมากมายมหาศาลนัก ไมเคิลเปลี่ยนโฉมหน้าของดนตรีตลอดมา ตั้งแต่การให้นิยามใหม่แก่ดนตรี ด้วยการผสานดนตรีแบบโมทาวน์ อาร์แอนด์บี โซล ดิสโก้ แดนซ์ ป๊อบ ฟังก์ รวมถึงเติมรสแบบร๊อคเข้ามาด้วย เป็นดนตรีที่หลากหลายและเข้าถึงคนนับล้านทั่วทุกมุมโลกโลก ไม่เลือกเชื้อชาติสีผิว
คนที่ตามผลงานของไมเคิลมาตลอด จะรู้ว่าชั่วชีวิตของเขาอุทิศให้กับการให้ความสุขกับผู้คนด้วยเสียงดนตรีมาตลอดตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น ภาพในหัวของผม เวลาผมนึกถึงไมเคิลจะนึกถึงเขาในฐานะ น้องเล็กของวงแจ๊คสันไฟฟ์ที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ ผมฟูๆ ทรงอาฟโฟร เสื้อผ้าสีสันสดใส กระโดดโลดเต้น ร้องเพลงด้วยเสียงใสๆ อย่างมีความสุข
นอกจากนี้ เพลงของเขามากมายเป็นเพลงที่ส่งข้อความที่มีพลังและความหมายดีๆ ไปยังชาวโลก เช่น We are the world ที่ไมเคิลริเริ่มกับเพื่อนๆ นักร้องเพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ในแอฟริกา Man in the Mirror ที่ขนาดโอบายังเอามาใช้หาเสียง ตลอดจน Heal the world, Earth song ฯลฯ ไมเคิลเป็นแรงบันดาลใจของศิลปินรุ่นหลังๆ มากมาย อย่าง Lenny Kravis หรือ Justin Timberlake
เขาเป็นศิลปินอัจริยะ เอนเตอร์เทนเนอร์ นักสร้างสรรค์ และมืออาชีพที่ยากหาใครเทียบในยุคสมัยใหม่นี้ และเป็นไอคอนของใครหลายๆ คนในยุคนั้น ไม่ว่าจะท่าเต้น การแต่งตัว และพร๊อบต่างๆ (หมวก ถุงมือและถุงเท้าสีขาว)
มีศิลปินกี่คนที่มีอัลบั้มหรือซิงเกิ้ลฮิตตลอดกาลมากมายอย่างไมเคิล เป็นสถิติท่ายากหาใครเทียบได้ เล่นคอนเสิร์ตแต่ละรอบคนแห่กันมาดูเป็นแสนๆ หลายคนมักเอาไมเคิลไปเทียบกับบรมครูอย่าง Jim Brown, Frank Sinatra, Ray Charles หรือแม้แต่ Elvis แต่หลายคนก็เถียงว่า คงหาศิลปินคนไหนมาแทนไมเคิลยาก เพราะไมเคิลยิ่งใหญ่กว่านั้น ดนตรีของเขามีอิทธิพลต่อคนอย่างน้อยๆ 3-4 รุ่นเจเนอร์เรชั่น
อันนี้ผมเห็นด้วยเต็มๆ เพราะคนอายุ 40 ลงไปจะไม่อิน เพลงของเอลวิส แต่ไมเคิลมีแฟนตั้งแต่คนรุ่นแม่ผม (หกสิบกว่า) พี่ชายผม (สี่สิบกว่า) ตัวผม (สามสิบกว่า) และเพื่อนรุ่นน้องของผม (ยี่สิบกว่า) ว่ากันถึงขนาดว่าเสียงเพลงและดนตรีของไมเคิลจะเป็นอมตะ ผู้คนจะฟังกันไปอีกเป็นร้อยปี!!! ดนตรีของเขายังมีมนต์ขลังจวบจนถึงบัดนี้ ดูได้จากบัตรคอนเสิร์ต This is it ที่ขายหมดเกลี้ยงในวันเดียว เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าแฟนๆ ไม่ได้ทอดทิ้งไมเคิลเลย
"...And when the groove is dead and gone.
You know that love survives, So we can rock forever"
ใช่ครับ เสียงเพลงและดนตรีของไมเคิลจะดังก้องกังวานอยู่ในหัวใจของพวกเราตลอดไป"
- - credit ข้อความโดยคุณ Taje me to the heaven จาก เว็บนี้ - -
จากนี้ไป เราคงไม่มีอะไรจะกล่าวอีกแล้ว นอกจากคำว่า "ขอบคุณนะคะ"
ตลอดระยะเวลา 50 ปีของชีวิต และ 43 ปีที่มอบความสุขให้แก่ผู้คน ไมเคิล แจ็คสัน ได้ทำหน้าที่ศิลปินที่ดีอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว ขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นความทรงจำที่ดีในวัยเด็กของเรา แม้จะใจหาย แต่ก็รู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ ที่เขาได้พักผ่อนอย่างสบายแล้ว เพียงเรื่องเดียวที่หวังตอนนี้คือ สิ่งดีๆ ที่เขาได้ริเริ่มทำให้เกิดขึ้นไว้ หวังว่ามันจะแพร่ขยายออกไป หวังว่าจะมีคนสานต่อสายใยแห่งความสุขนี้ไปตราบนานเท่านาน
ลาก่อนค่ะ ปีเตอร์แพน
หวังว่าคุณจะพบกับความสุขและอิสระเสรีในเนเวอร์แลนด์แห่งนั้นตลอดกาล
Rest In Peace, Michael Jackson, the King of Pop
You are gone, ..but not forgotten.
You were and you are a real Peterpan.
Fly to Neverland, Peter.
Live forever in childhood you never really had.
Fly to the place that you belong.
Fly from this lonely world,
the lonely world you always wanted to heal.
Fly with little Jacko who lived in your mind,
tell him to live his life there young and free.
So do you, my Peter.
You had lived your life, as a legend.
You had done enough for this world,
for me and for 'entire human race'.
Now, it's your time, your turn,
to live your new life for yourself.
We recieved from you enough, my Peter.
But we'll never thanks You enough,
and never say how much we will miss you enough.
May that place you go full of happiness you couldn't have from this world,
full of peace you always sang for.
โดยไม่เคยนึกเลยว่าผู้ชายคนนี้ได้มอบความสุขให้กับผู้คนมากมายแค่ไหน
เพราะข่าวหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่แพรเด็กๆ
แต่สัปดาห์นี้ พอข่าวว่าเค้าจากไป
ถึงเพิ่งได้รู้เรื่องราวจริงๆของเค้า
ทั้งเพลงหลายๆเพลงที่ไม่เคยฟัง
หรือเคยฟังแล้ว ก็เพิ่งรู้ว่า MJ เป็นคนร้อง
ชอบรูปตอนเค้าอยู่กับลูกๆมากเลย
ดูอบอุ่นมากๆ
#1 By Prae on 2009-07-04 01:11