สวัสดีทุกคนค่ะ
 
วันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่และสึนามิที่ญี่ปุ่น ที่เกิดขึ้นในวันที่ 11 มี.ค. ของปีที่แล้ว เอนทรีนี้เขียนขึ้นเพื่อระลึกถึงและร่วมไว้อาลัยแก่ผู้ที่จากไป รวมทั้งอยากจะสื่อสารถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
 
ส่วนใหญ่ ข่าวที่ออกจากสื่อต่างประเทศ มักจะมีแต่ในแง่ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และผลกระทบต่างๆ รวมทั้งเรื่องของเศรษฐกิจและแนวโน้มของแผนกอบกู้มากมาย น้อยครั้งที่จะนำเสนอแง่มุมที่เกี่ยวกับความเป็นไปของผู้คนเราจึงขอเลือกเหตุการณ์ที่คิดว่าประทับใจ 5 อย่าง เพื่อมานำเสนอในครั้งนี้ เป็นอีกแง่มุมหนึ่งของผู้ที่อยู่อาศัยในญี่ปุ่นตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมาค่ะ
 
 
(ภาพนี้คือเรือประมงที่ถูกคลื่นยักษ์หอบมาเกยบนบก ท่ามกลางความเวิ้งว้างของซากบ้านเรือนที่ถูกเก็บกวาดออกไปหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเขตเคเซ็นนุมะ)
 
 
 
1.  
 
- รอยแผลจาก "วันวาน" -
 
 
 
เนื่องในวันครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่และสึนามิที่ญี่ปุ่น สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะเสด็จพร้อมพระจักรพรรดินี ทรงเป็นองค์ประธานนำการยืนไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตที่โรงละครแห่งชาติ พร้อมทั้งนายกรัฐมนตรีโนดะ และประชาชน 1,200 คน เข้าร่วมพิธี  
 
ในวันนี้มีการจัดพิธีไว้อาลัยมีขึ้นตามจุดต่างๆ รอบพื้นที่ประสบภัยและกรุงโตเกียว โดยเริ่มขึ้นในเวลา 14.46 น.(ตรงกับ 12.46 น.ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งเป็นเวลาที่เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ที่ปลดปล่อยคลื่นยักษ์เข้าทำลายชีวิตผู้คนกว่า 2 หมื่นคนเมื่อปีที่แล้ว
 
 
สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงกล่าวคำไว้อาลัยและตรัสว่า ญี่ปุ่นจะไม่มีวันลืมโศกนาฏกรรมเลวร้ายครั้งนี้  
 

 
ตลอดทั้งวัน พิธีรำลึกเล็กๆ จัดขึ้นทั่วจุดต่างๆ ทั้งประเทศ หลายคนเลือกที่จะจัดพิธีในเมืองที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังจากการถล่มของสึนามิ ญาติพี่น้องต่างร่ำไห้อาลัยบุคคลอันเป็นที่รักที่จากโลกนี้ไป 
 
ก่อนการแข่งขันกีฬาทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล รักบี้ หรือแม้แต่ซูโม่ ทุกคนต่างพร้อมใจกันยืนสงบนิ่งเพื่อระลึกถึงผู้จากไปในเหตุการณ์นี้            
 
 
ในเมืองอิชิโมนากิ จังหวัดมิยางิ มีการเปิดเสียงสัญญาณเตือนภัยรำลึกถึงนาทีที่เกิดธรณีพิโรธ ก่อนคลื่นกำแพงน้ำถล่มเมือง คร่าชีวิตชาวเมืองอิชิโนมากิไปเกือบ 4,000 ราย
 
 
ในเมืองอิวากิ จังหวัดฟุกุชิมะ (บ้านเกิดของคุณพ่อคุณยักษ์)  ชาวบ้านผู้รอดชีวิตพากันยืนจับมือกันตลอดความยาวของชายหาด รอรับแสงอาทิตย์แรกของวันที่11 เพื่อสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตจากสึนามิเมื่อปีก่อน
 
ตัวเราเอง วันนี้ เวลา 14.46 น. กำลังเดินอยู่ในสวนที่ปราสาทโอซาก้า ชั่วขณะนั้น เสียงไซเรนหวีดสูงกรีดผ่านอากาศ ทุกคนที่กำลังเดินอยู่ต่างหยุดนิ่ง ก้มหน้าอย่างสงบ ร้านค้าหยุดขาย กิจกรรมทุกอย่างไม่มีการเคลื่อนไหว ชั่วเวลาเพียง 1 นาทีในเสียงหวูดเตือนภัยนั้นโหยหวนเศร้าสร้อยยาวนาน บางคนรินน้ำตา หลายคนถอนหายใจ
 
ทุกคนจะไม่มีวันลืมโศกนาฏกรรมเลวร้ายครั้งนี้
 
ผู้ที่จากไปจะยังคงถูกระลึกถึง
 
ผู้ที่เหลืออยู่ข้างหลังยังคงต้องลุกขึ้น และพยายามก้าวเดินต่อไป

 
เพื่อชีวิตมากมายที่สูญเสียไปในครานั้น
 
จงใช้ชีวิตให้สมกับที่ยังมีชีวิตอยู่  ...ในทุกๆ ลมหายใจ

 
 
 
2.

- ไม่เคย "ทิ้งไว้เบื้องหลัง" -
 
 
 
หลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และสึนามิที่ญี่ปุ่น ไม่เพียงมนุษย์เช่นเราๆ แต่สัตว์เลี้ยงต่างก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย สุนัขและแมวมากมายเสียชีวิต บ้างกลายเป็นสัตว์จรจัด ไร้บ้าน ไร้ที่พักพิง เขตฟุกุชิมะซึ่งถูกจัดเป็นโซนอันตราย มีเพื่อนสี่ขาหลายร้อยชีวิตถูกทอดทิ้ง ท่ามกลางเมืองที่เวิ้งว้าง อาหารขาดแคลน อันตรายจากรังสี และสภาพอากาศอันทารุณของฤดูหนาว
 
UKC Japan (United Kennel Club Japan) สมาพันธ์ผู้รักสัตว์แห่งญี่ปุ่น ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปในเขตฟุกุชิมะเพื่อทำการช่วยเหลือ ตามหา และเก็บเพื่อนสี่ขาที่ยังหลงเหลือรอดชีวิต นำกลับมาพักที่ศูนย์พักพิงสัตว์ที่เมืองคานากาวะ

แม้จะไม่ใช่มนุษย์ ...แต่นั่นก็คือชีวิต

และทุกชีวิต ไม่สมควรจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างไม่เหลียวแล
 
 
บ้านใหม่ที่ศูนย์พักพิง แม้ไร้เงาเจ้าของ แต่อย่างน้อยก็มีที่คุ้มแดดคุ้มฝน
 
 
ขอเพียงยังมีลมหายใจ  ...สักวันคงมีหวังได้หวนคืนสู่บ้านที่อบอุ่น
 
 
เถ้ากระดูกของแมวและสุนัขที่เสียชีวิตในศูนย์พักพิง เจ้าหน้าที่ทำการเผาและเก็บรวบรวมนำมาไว้ด้วยกันจดหมายด้านข้าง คือความในใจของ "มี่จัง" ถึงเหล่าอาสาสมัคร UKC Japan
 
ขอบคุณที่ไม่ทอดทิ้งฉันไว้ข้างหลัง

ขอบคุณที่ทำให้ฉันมีที่พักกาย แม้เพียงในยามสุดท้ายของชีวิต...
 
 
 
 
3.  
 
- เชื่อใน "ปาฏิหาริย์" -
 
 
 
ท่ามกลางการพลัดพรากและน้ำตามากมาย แสงแห่งความหวังอาจจุดประกายได้แม้ในความมืดมิด
 
วันที่ 1 เม.ย.2554 ท่ามกลางซากปรักหักพังกลางทะเล ห่างจากชายฝั่งเกือบ 2 ก.ม. เจ้าหน้าที่ยามชายฝั่งสังเกตเห็นสุนัขตัวหนึ่งเดินไปมาบนหลังคาบ้านที่ลอยอยู่กลางทะเล ขณะขับเฮลิคอปเตอร์บินเหนือทะเลที่เมืองเคเซนนูมะ จ.มิยางิ เชื่อว่าสุนัขถูกคลื่นสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหวขนาด 9 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ซัดออกไปกลางทะเลและรอดตายราวปาฏิหาริย์ทั้งที่เวลาผ่านมานานถึง 3 สัปดาห์ และต้องอยู่ตัวเดียวท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็นและไม่มีอาหาร
 
 
เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะช่วยเหลือสุนัขได้สำเร็จ เนื่องจากมันมีอาการตื่นตกใจและวิ่งไปมาไม่ยอมให้จับ เพื่อการนี้หน่วยกู้ภัยชายฝั่งระดมกำลังทั้งเฮลิคอปเตอร์และเรือกู้ภัยเข้าปฏิบัติการ ในที่สุดจึงใช้ตาข่ายคล้องตัวมันและอุ้มขึ้นเรือมาได้ท่ามกลางความตื่นเต้นดีใจของเจ้าหน้าที่ทุกคน
 
 
เจ้าหน้าที่หาผ้าห่มมาคลุมตัวมันเพื่อให้ความอบอุ่นและหาอาหารให้กิน เจ้าสุนัขก็กินอย่างเอร็ดอร่อยด้วยความหิวโหยและเลียไม้เลียมือเจ้าหน้าที่ด้วย ทุกคนต่างสงสารแต่ไม่รู้ว่าจะไปตามหาเจ้าของได้ที่ไหน จึงตัดสินใจพาไปไว้ที่สถานสงเคราะห์สัตว์ชั่วคราวก่อน
 
ภาพปาฏิหาริย์ครั้งนี้ถูกเผยแพร่ไปทั่วญี่ปุ่น และนำมาซึ่ง "ปาฏิหาริย์ครั้งที่ 2" ในเวลาต่อมา
 
 
คุณโอโนะเดระ ชาวบ้านเมืองเคเซนนูมะ เห็นข่าวสุนัขรอดชีวิตทางสถานีโทรทัศน์ NHK ก็จำได้ทันทีว่านั่นคือสุนัขของเธอเอง เธอดีใจมากที่มันยังมีชีวิตอยู่ จึงรีบตรงไปยังสถานสงเคราะห์สัตว์ในวันต่อมา
 
ทันทีที่เจ้าหมาสีน้ำตาลเห็นเจ้านาย มันเห่าเสียงดังก่อนจะกระโจนเข้าหา คุณโอโนเดระน้ำตาไหลไม่หยุด กอดเจ้า "บัน" วัย 2 ขวบ พร่ำขอบคุณผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ทั้งน้ำตา
 
ไม่เพียงยังมีชีวิตรอดแต่ยังได้กลับมาพบกัน
 
ปาฏิหาริย์ในโลกนี้ยังมีอยู่จริง
 
...
 
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ก็ยังคงมีปาฏิหาริย์อีกหนึ่ง
 
 
เป็นสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับเจ้าเหมียวตัวนี้ นามว่า "จาโกะ"
 
คุณลุงคุณป้าผู้ประสบภัยคู่หนึ่ง เฝ้าตามหาแมวที่หายไปอย่างไม่ลดละตลอดระยะเวลา 10 เดือน แม้ใครต่อใครบอกให้เลิกหวัง ทั้งสองคนก็ยังคงไม่ย่อท้อ ออกตามหาและถามไถ่ทุกคนเท่าที่โอกาสจะอำนวย
 
 
จนกระทั่งในที่สุด ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด
 
 
"จาโกะเอ๋ย แม่นึกว่าเจ้าจะไม่รอดเสียแล้ว"
 
คุณป้าปล่อยโฮ กอดเจ้าเหมียวทั้งน้ำตา
 
 
จาโกะถูกคุณลุงใจดีช่วยเหลือไว้ คุณลุงผู้อารีนี้ก็เป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยเช่นกัน
 
"เห็นมันหลงทางมาเมื่อ 7 เดือนก่อน ผอมโซแล้วก็มีแต่แผล ผมเห็นแล้วก็สงสาร เลยเอามาเลี้ยงไว้ รู้สึกว่าชักจะอวบไปหน่อยแล้วล่ะตอนนี้" คุณลุงกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ
 
 
10 เดือนก่อนกลับคืนสู่บ้านของเจ้าเหมียวจาโกะ
 
ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นได้ด้วยน้ำใจ ...และความมุ่งมั่นไม่ยอมตัดใจ
 
ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ขอจงอย่าหมดหวัง
 
ปลายทางนั้นยังมีแสงสว่าง  ยังมีบ้านที่อบอุ่นรออยู่แน่นอน
 
 
 
 
4.  
 
- ส่งคืน "ความทรงจำ" -

 
 
หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ไม่เพียงทรัพย์สินขนาดใหญ่เช่นตึกรามบ้านช่องที่ถูกทำลาย ของชิ้นเล็กๆ แต่อัดแน่นด้วยความหมายเช่นรูปถ่าย สมุดอนุสรณ์ อัลบั้มที่ระลึกต่างๆ ก็ถูกพัดพาไปกับคลื่นยักษ์เช่นกัน
 
"ความทรงจำ" เหล่านั้นฉีกขาดกระจัดกระจาย แทบกลายเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่าในโคลนเลน
 
 
ทว่ายังมีกลุ่มอาสาสมัคร กอบเก็บเศษกระดาษอันเปี่ยมค่าเหล่านั้นกลับมา พยายามเยียวยาให้เป็นดังเดิม
 
 
ซากอัลบั้มที่ฉีกขาด รูปถ่ายที่เปรอะเปื้อน ถูกล้างทีละใบๆ
 
ตากให้แห้ง รีดให้เรียบ จัดเก็บลงกล่องหรืออัลบั้ม รอวันใครสักคนมาตามหา
 
 
ภาพนับร้อยนับพันใบ กับเหล่าอาสาสมัครผู้ไม่ประสงค์ออกนาม กอบเศษความทรงจำที่กระจัดกระจาย พยายามปะติดปะต่อให้ดีดังเดิม
 
 
ภาพเก่าแก่ซีดจางที่แลดูไร้ความหมาย อาจเป็นของล้ำค่าของใครบางคน
 
 
ตามหาวันวานที่หายไปกับเกลียวคลื่น
 
 
สายตาที่พร่ามัว จ้องมองหาใบหน้าที่คุ้นเคย
 
 
อัลบั้มบางส่วนที่สามารถรวบรวมได้เกือบสมบูรณ์ ถูกจัดแยกลงกล่องให้ผู้ประสบภัยมาตามหา
 
วันคืนที่มืดหม่นของไม้ใกล้ฝั่ง บางครั้งก็สว่างไสวขึ้นได้เมื่อเห็นใบหน้าผู้เป็นที่รัก
 
 
แม้อาจเป็นเพียงเศษกระดาษสำหรับผู้ผ่านทาง 
 
แต่กับบางคน สิ่งนั้นอาจเป็น "ภาพใบเดียวที่ยังเหลืออยู่"
 
แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยกับการไล่เก็บรูปภาพมาล้างทำความสะอาดและตามหาเจ้าของ
 
แต่เรื่องราวที่ได้รับรู้กลับทำให้น้ำตาไหล
 
 
สิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตมนุษย์คือ "ความทรงจำ"
 
การส่งคืนความทรงจำที่แสนสุขในวันวาน อาจเป็นพลังใจมากมายให้แก่ผู้ที่เหลืออยู่
 
 
นี่คืองานเล็กๆ แต่ทำด้วยหัวใจอันยิ่งใหญ่
 
 
ขอบคุณจากใจแก่อาสาสมัครทุกคน
 
 
 
 
5.  
 
- ส่งต่อ "อนาคต" -
 
 
 
ผู้สูงอายุหลายร้อยคนได้มาประชุมที่อาคารใกล้รัฐสภาในกรุงโตเกียว เพื่อขอเป็นอาสาสมัครช่วยงานกู้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ จำนวนผู้สมัครมีมากกว่า 1,300 คน แต่มีเพียง 274 คนที่มีคุณสมบัติสามารถทำงานนี้ได้ เช่น อดีตวิศวกรโยธาและก่อสร้าง โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเหล่านี้จะเข้ามาช่วยงาน หรือทำงานแทนวิศวกร ช่าง และคนงานในการหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ 
 
หลายคนเผยว่าเหตุที่มาเป็นอาสาสมัคร เพราะมองว่าตนเองต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นคนรุ่นที่ปล่อยให้มีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แทนที่จะคัดค้านจนถึงที่สุด ฉะนั้นจึงควรจะช่วยยุติวิกฤตครั้งนี้ ขณะที่บางคนก็มองว่างานอาสาเป็นโอกาสดีที่พวกเขาจะได้ตอบแทนประเทศ ไม่ใช่แค่นั่งๆ นอนๆ รอเงินบำนาญ พวกเขาต้องการเข้าไปทำงานโดยไม่รับ