สวัสดีปลายเดือนมิถุนาค่ะ (^ w ^)
 
เดือนนี้อัพบลอคสองครั้ง กรี๊ดดด!! (จะตอกย้ำความอืดของตัวเองเพื่อ ?) 555+  แบบว่าแฟนบลอคแถวๆ นี้ (หรือเรียกอีกอย่างว่า "คุณยักษ์") เข้ามาส่องบลอคทุกวัน ...อ่านไม่ออก แต่ขอบอกว่านั่งกูเกิ้ลทรานสเลททุกคอมเมนท์ค่ะ อันไหนยาวๆ นี่จะสะกิดเรียกให้มาอ่านให้ฟังอีกต่างหาก  (ที่จริงคุณยักษ์คือแฟนของแฟนบลอคอีกทีสินะ แลดูเป็นฟามสัมพันธ์ที่ซับซ้อนซะไม่มี... = w =; )
 
เห็นแฟนนานุแฟนช่างจริงจัง ดิฉันก็รู้สึกละอายแก่ใจอยู่จี๊ดๆ  เลยรีบหาโฮสต์ฝากรูปแล้วมาอัพบลอคเก็บตก Disneyland ต่อให้เสร็จดีกว่า (โควต้าอัพรูปที่ exteen เต็ม เพราะความบ้าพลังในเอนทรีก่อนนั่นล่ะค๊า เอิ๊กกก)  หากใครไม่เห็นรูปหรือรูปขึ้นไม่ครบบอกได้นะคะ แต่คิดว่าคงไม่มีปัญหา...มั๊ง ;; = 3 =)
 
 
 
 
เอาล่ะ พร้อมแล้วก็ควงช้อนส้อมตามมาโลด !!  >w<)/
 
 
แปะลิงค์เผื่อใครยังไม่ได้อ่านตอนเก่า
 
 
 
 
ร้านขายอาหารใน Tokyo Disneyland และ Disney sea อาจจะแบ่งได้เป็นสองแบบง่ายๆ คือ แบบซุ้มรถเข็นขายขนมขบเคี้ยว, และร้านสไตล์นั่งกิน (ซึ่งจะแบ่งออกไปอีกสองแบบคือ แบบบริการตัวเอง กับแบบที่มีพนักงานเสิร์ฟ) ค่ะ
 
มาที่ซุ้มรถเข็นกันก่อน ขอเขียนรวมสองวันเลยนะคะ
 
 
ถึงคนจะเยอะ แต่หายห่วงเรื่องต่อคิว ไม่มีมุงรุมแย่งกันให้เสียฟีล
 
รถเข็นพวกนี้หาได้ทุกจุดในดิสนีย์แลนด์ แบบเบสิคๆ ก็จะมีแบบที่ขายเครื่องดื่ม (น้ำแร่ เป๊บซี่ ชาเขียว สำหรับ Disneyland  ส่วน Disney sea จะมีเบียร์ขายด้วยค่ะ)  ขายไอศกรีม  และจะมีซุ้มรถเข็นแบบพิเศษสำหรับแต่ละโซน ซึ่งจะขายขนมที่เกี่ยวกับคอนเซปท์ของโซนนั้นๆ เช่น ขนมข้าวโพดดาบเลเซอร์ที่ Tomorrow land  ซาลาเปาห่วงยางไส้กุ้งที่ Port Discovery ซึ่งจะมีขายในโซนของตัวเองเท่านั้น
 
 
ไอติมมิกกี้รสส้ม  มินนี่รสแอปเปิ้ล >w<
 
นอกจากนี้ก็จะมีรถเข็นขายป็อปคอร์น ซึ่งจะตกแต่งเข้ากับธีมของแต่ละโซน และรสชาติที่ขายก็แตกต่างกันไปด้วยค่ะ
 
 
รถป็อปคอร์น Winnie the Pooh
 
ป็อปคอร์นของ Disneyland มี 6 รสชาติ ได้แก่ รสคาราเมล, รสเกลือ, รสผงกะหรี่, รสน้ำผึ้ง, รสซุปข้าวโพด และรสเนยกับโชยุ
 
ส่วนของ Disney sea มี 7 รสชาติ ได้แก่ รสคาราเมล, รสพริกไทยดำ, รสผงกะหรี่, รสสตรอเบอร์รี่, รสชานม, รสแอปเปิ้ลซินนามอน และรสเกลือสมุทรค่ะ
 
เวลาซื้อก็สามารถเลือกได้ว่าจะซื้อแบบถังรีฟิลหรือแบบธรรมดา  ถ้าซื้อแบบถังจะมีฝาปิดและสายสะพายเหมือนกระติกน้ำ  สามารถเอามารีฟิลได้เรื่อยๆ  ดีไซน์ของถังก็ต่างกันในแต่ละโซนด้วย
 
 
ถังป็อปคอร์นลาย Duffy ข้างในเป็นป็อปคอร์นรสชานม ขายที่โซน Cape Cod ของ Disney sea
 
นอกจากนี้ยังมีถังหมีพูห์ ถัง Monster Inc.  ถัง Toys story ฯลฯ ใครชอบเรื่องไหนก็ตามไปซื้อสะสมกันได้ โดยสามารถเช็คจากแผนที่ได้เลยว่ารถเข็นจุดไหนขายอะไร สะดวกมากๆ ค่ะ ^^)b
 
 
 
มาถึงร้านแบบนั่งกินกันบ้าง อันนี้ขอแบ่งตามวันก็แล้วกันนะ
 
วันแรกที่ Disneyland หลังจากมึนเมากับเครื่องเล่น Stars Tour ได้ที่ เรากับคุณยักษ์ก็แวะมาหาอะไรลงท้องกันที่ "Pan Galactic Pizza Port" ร้านพิซซ่าและฟาสฟู้ดจานด่วนในโซน Tomorrow Land บริหารงานโดยเอเลี่ยนชาวอิตาเลียน (ฮา) นายโทนี่ โซลาโรนี่ค่ะ
 
เนื่องจากเที่ยงพอดี ทำให้คนเยอะมาก หาที่นั่งว่างได้คุณยักษ์ก็ให้เรานั่งจองโต๊ะ ส่วนตัวเองวิ่งลงไปสั่งอาหาร
 
อย่างที่เกริ่นไว้ว่า ร้านส่วนใหญ่ในดิสนีย์แลนด์ จะมีลักษณะเป็นแบบ self - service โดยลูกค้าจะสั่งอาหารผ่านทางเคาเตอร์แล้วยกอาหารไปที่โต๊ะเอง (บางแห่งสามารถสั่งแบบ Take out ได้ด้วย) เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการให้บริการ ร้านแบบนี้ราคาก็จะอยู่ที่ระดับธรรมดาทั่วๆ ไปค่ะ
 
 
อาหารกลางวัน (?) ที่คุณยักษ์ฝ่าฟันไปสอยมาได้ - - พุดดิ้งวานิลลา ชูครีม โมจิมนุษย์เขียวต่างดาว
 
...เอ่อ พี่คะ ได้ข่าวว่านี่คืออาหารกลางวัน ทำไมมันมีแต่ของหวานล่ะเนี่ย = w =;; 
 
 
ยังดีมีมีอะไรเค็มๆ มาเบรกรสชาติหน่อย พิซซ่าหน้าปูอลาสก้าไวท์ซอส เมนูแนะนำของร้าน อร่อยมากๆ ค่ะ
 
 
จุ๊บเหม่งแล้วค่อยดร๊วบ ...แหม เอเลี่ยนไส้สตรอเบอรี่นี่มันอร่อยจริง โฮะๆๆ = 3 =)
 
ส่วนตอนเย็น เราและคุณยักษ์ย้อนกลับมาที่โซน Adventure land เพื่อดินเนอร์ริมฝั่งน้ำโจรสลัดกันที่ภัตตาคาร Blue Bayou (บลู เบย์โย) ซึ่งตั้งอยู่ "ภายใน" เครื่องเล่น Pirates of the Caribbean ค่ะ (,,>w<)  
 
ร้านนี้เป็นแนวภัตตาคาร จะมีพนักงานมารับออเดอร์และเสิร์ฟอาหารที่โต๊ะ ราคาอาหารก็จะขยับขึ้นมาจากร้านแบบเคาเตอร์ประมาณนึง
 
 
บรรยากาศในร้าน ดินเนอร์ใต้แสงเทียน โรแมนติกจนมือสั่น รูปเบลอเลย (ไม่ใช่ละ...= w = )
 
ขณะที่เรานั่งกินอยู่ หากนั่งริมน้ำจะเห็นเรือแจวผ่านอยู่ไกลๆ เป็นระยะ เป็นเรือของคนที่อยู่บนเครื่องเล่น  Pirates of the Caribbean ก่อนจะมุ่งเข้าสู่อ่าวโจรสลัดค่ะ เหอๆๆ...โฮะๆๆ... = w =)
 
งานนี้คุณยักษ์ขอสั่งอาหารเป็นเซ็ต สองคนแอบเหนื่อยเกินจะมานั่งจิ้มเลือกออร์เดิฟ ซุป จานหลัก ฯลฯ ทีละอย่าง (ฮา)  ก่อนอาหารจะมา พนักงานจะมาเรียงช้อน ส้อม มีด ให้ตามเมนูที่เราสั่ง ตอนนี้สามารถขอเครื่องดื่มได้ทันที ซึ่งจะเติมได้ไม่อั้น และเปลี่ยนชนิดได้ตลอดค่ะ (เช่น สั่งน้ำส้ม พอหมดแล้วขอเป๊บซี่ หมดแล้วขอมะนาวโซดา กินเสร็จขอกาแฟร้อน แบบนี้ก็ได้ค่ะ ไม่จำเป็นว่าสั่งเป็บซี่ต้องเติมเป็บซี่อย่างเดียว)
 
Blue Bayou Special Course  (3,200 เยน)
 
 
เริ่มจานแรกที่ออร์เดิฟ  แซลมอนรมควันและสลัดอโวคาโดกับเบซิล
 
(แอบมีมิกกี้อยู่บนจานด้วย อิอิ)
 
 
ต่อด้วยซุปครีมกุ้ง  Cajun-style
 
(ขอบอกว่าซุปอร่อยมาก!! หอมมันเข้มข้นถึงใจ มีเนื้อกุ้งมาเป็นชิ้นเน้นๆ ด้วย ประทับใจอย่างแรงค่ะ)
 
 
จานหลัก  เซอร์ลอยด์สเต็กกับซอสมัสตาร์ด
 
เนื้อนุ่มอร่อย ไม่เหนียวไม่มันเลี่ยน ซอสก็รสชาติกลมกล่อม  จานนี้เสิร์ฟพร้อมข้าวหรือขนมปัง (เลือกได้) ค่ะ
 
 
ตบท้ายด้วยของหวาน เค้กช็อกโกแลตกับมูสกล้วย
 
คุณยักษ์ปลื้มจานนี้มากกกก เนื้อเค้กนุ่มแบบเค้กชิฟฟอน เข้มข้นรสช็อกฯ  มูสรสนุ่มนวลไม่หวานจัด หอมกลิ่นกล้วยมากๆ  พอดียายดาเป็นประเภทไม่ได้เลิฟขนมกล้วยๆ เท่าไหร่ เลยเฉยๆ แต่ใครชอบขนมสไตล์กล้วยกับช็อกโกแลตคงหลงรักเลยล่ะค่ะ ^3^
 
ตอนยกมาเสิร์ฟ คุณพนักงานสาวสวยก็ยิ้มแย้มพลางถามว่า "จะให้ช่วยถ่ายรูปคู่ให้ไหมคะ"
 
 
พนักงานร้านนี้โปรมาก นอกจากทำงานรวดเร็วและยังเฟรนด์ลี่สุดๆ นั่งมองเค้าเก็บโต๊ะ จัดโต๊ะ เพลินมาก ทุกคนคล่องแคล่วและยิ้มแย้มตลอดถึงแม้คนจะแน่นร้าน เรียกว่าในบรรดาร้านที่มีโอกาสได้เข้าทั้ง Disneyland และ Disney sea เราประทับใจการบริการของ Blue Bayou ที่สุดค่ะ ^-^ 
 
 
เมนูหน้าร้าน  ถ้าไม่สั่งแบบคอร์สก็สามารถสั่งเป็นจานเดี่ยวๆ ได้ค่ะ
 
 
ออกมาตอนหกโมงกว่า คิวรอยาวมาถึงข้างนอกแล้ว โอ้ววว ^^;
 
 
วันที่สองที่ Disney sea มื้อกลางวันเราสองคนก็ยังคงใช้บริการร้านอาหารสไตล์เคาเตอร์กับเช่นเคย (เน้นคอนเซปต์ กินเร็ว เคลมเร็ว ออกไปเล่นต่อเร็วๆ  เย้!! >w<)/ )
 
 
ร้าน Zambini Brothers'  จานด่วนสไตล์อิตาเลียนที่โซน Mediteranean Harbor
 
 
อาหารเป็นเซ็ตราคาแค่ 1,450 เยน  ราคามิตรภาพมาก ถูกกว่าบางร้านข้างนอกอีกนะเนี่ย
 
 
ภายในร้าน ผนังทาสีโทนอุ่น ให้บรรยากาศแบบทัสคานี
 
 
สามแม่ครัวกำลังจัดอาหารลงถาดตามออเดอร์
 
 
ออกมานั่งที่ระเบียงชั้น 2 ตรงนี้บรรยากาศดี ลมเย็นสบาย แถมถ้ามีขบวนพาเหรดก็สามารถมองออกไปจากหน้าต่างได้เลย (แต่อาจจะต้องแย่งที่กับเด็กๆ หน่อยนะ 555+ )
 
 
จานหลักเป็นสปาเกตตี้มะเขือเทศกับหอยลาย โรยชีสตูมๆ และสลัดถั่วปากอ้า (French Dressing)
 
 
ของหวานเป็นอัลมอนด์เค้กกับซอสส้ม  
 
อันนี้มีเซอร์ไพรส์ เพราะดูแล้วคิดว่าจะงั้นๆ แต่ที่จริงอร่อยเชียวล่ะค่ะ เนื้อเค้กนุ่มชุ่มฉ่ำ ซอสส้มกับครีมกำลังพอดี ไม่หวานเลี่ยนหรือจืดเกินไป แนะนำให้ลองนะคะ >w<)b
 
ยามบ่าย หลังจากห้อยโหนโจนทะยานทะลุปล่องภูเขาไฟ มุดลงเรือดำน้ำใต้สมุทร และขาแทบจะหลุดจากการเดินวนถ่ายรูป เรากับคุณยักษ์ก็แวะมานั่งพักที่นี่ค่ะ
 
คาเฟ่ Cape Cod Cook-off ที่ Disney Sea โซน Cape Cod  สังเกตง่ายจากหอนาฬิกาสีขาวโดดเด่น
 
 
เคาเตอร์สั่งอาหาร ร้านนี้ตกแต่งแนวอเมริกันวินเทจ
 
เมนูหลักเป็นพวกขนม ของว่างเบาๆ ชา กาแฟ และเครื่องดื่มต่างๆ
 
 
ชีสเค้กราดซอสสตรอเบอร์รี่ เสิร์ฟมาในถ้วยที่ระลึกของ Disney sea
 
 
มุมนี้สำหรับคอกาแฟ เชิญหยิบน้ำตาล ครีม น้ำเชื่อมกันได้ตามอัธยาศัย
 
 
ข้างนอกก็นั่งได้ ให้บรรยากาศโอเพ่นคาเฟ่น่ารักๆ  แค่นี้ก็เติมพลังให้ออกไปเซิ้งต่อได้อีกนาน (หัวเราะ)
 
.....
 
 
ในที่สุด ตะวันก็ลับขอบฟ้า
 
ไฮไลท์สุดท้ายของทัวร์หมึกแดงแย่งบริโภค ณ ดิสนีย์ ก็มาจบลงตรงนี้
 
 
เรือเดินสมุทร U.S. Steam ship  ในโซน American waterfront
 
บนชั้นสองและสามของเรือเดินสมุทรนี้มีภัตตาคารอยู่ ซึ่งเป็น 1 ในภัตตาคารที่หรูและแพงที่สุดของ Disney sea ค่ะ  (ตอนคุณยักษ์พาไปเรายังไม่รู้ มารู้เอาตอนนั่งอ่านไกด์บุ้คกับแผนที่นี่แหละ ไม่งั้นคงเบรกเฮียตัวโก่ง ลากไปกินบุฟเฟ่ท์หัวละ 2000 เยนแทนแล้ว T w T)
 
เดินเข้าไปในเรือ ขึ้นบันไดไปชั้นสอง บรรยากาศยังกะไททานิค
 
(นี่ฉันควรจะรู้ตัวตั้งแต่ตอนนั้นไหม...)
 
 
ทางเข้า S.S. Columbia Dining Room  
 
กลางร้านมีนักเปียโนกำลังบรรเลงเพลงอยู่ด้วย โรแมนติกได้อีก วิวนอกหน้าต่างก็ระยิบระยับดีจริงๆ
 
อาหารมื้อนี้สั่งเป็นคอร์สอีกเช่นเคยค่ะ คุณยักษ์เป็นคนจัดการทั้งหมด โดยบอกว่า "ขอให้เป็นมื้อพิเศษ ฉลองครบรอบ 10 ปีที่เราอยู่เคียงข้างกันมา" (แต่งงานครบรอบ 3 ปี ก่อนแต่งดูใจกันมา 7 ปี ...นับแล้วชักจะแก่แฮะ... = w =; )
 
อ่ะนะ... นานทีปีหนจะแอบโรเมนติกกับเค้าบ้าง เขินนนน ฮ่าๆๆๆ ...ว่าแล้วก็ชนแก้วแอปเปิ้ลโซดา ,,><)/*\(><,,